การค้นพบซากสัตว์ดึกดำบรรพ

ประวัติศาสตร์ในการค้นพบซากสัตว์ดึกดำบรรพ

เมื่อพูดถึงสิ่งที่มีชีวิตโบราณในยุคดึกดำบรรพเชื่อว่าชื่อที่ปรากฏในหัวของใครหลายๆคนคงไม่พ้นไดโนเสาร์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่แถบจะครองโลกไปแล้วเมื่อ135ล้านปีก่อนแต่ถึงแม้ว่าเราจะไม่นับรวมไดโนเสาร์แท้ที่จริงแล้วยังคงมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่อยู่ทั้งบนฟ้าและบนบกหรือในท้องทะเลและนี่คือสัตว์ยักษ์จากยุคสมัยดึกดำบรรพที่ในอดีตพวกมันเคยอาศัยอยู่บนโลกใบนี้

บีเวอร์ยักษ์ Giant Beaver

นี่คือสายพันธ์หนูที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ บีเวอร์ยักษ์ เคยอาศัยอยู่ในแพร่หลายในทวีปอเมริกาเหนือในส่วนยุคของน้ำแข็งหรือเมื่อประมาณ50,000ปีที่ผ่านมาจากนั้นพวกมันก็ได้หายสาบสูญเมื่อราวๆ10,000ปีมาแล้วพวกมันนั้นมีน้ำหนักประมาณ100กิโลกรัมและมีความสูงพอๆกับ Beaver บีเวอร์ มีฟันหน้าขนาดใหญ่ถู้และโค้งและมีหางที่ยาวเรียวซึ่งมันได้แตกต่างจาก บีเวอร์ ที่พบเห็นในปัจจุบันจากหลักฐานขอตะกรอนบริเวณที่พบซากฟอซซิลของพวกมันบ่งบอกว่า บีเวอร์ ยักษ์ นี้ชอบอาศัยอยู่ในที่ซุ้มน้ำเมื่อประมาณ10,000ปีที่ผ่านมา

ทางบีเวอร์ยักษ์ และ บีเวอร์ในปัจจุบันได้อาศัยอยู่ร่วมกันแต่ด้วยสภาพอากาศที่แห้งแร้งในบริพื้นที่ที่เคยซุ้มน้ำมาก่อนหน้านี้ทำให้พืชน้ำที่อุดมสมบูรณ์มีน้อยลงและ บีเวอร์ยักษ์ ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมนี้ได้เพราะมันไม่สามารถสร้างพื้นที่อาศัยและเก็บกักน้ำของตัวเองได้เหมือนกับ บีเวอร์ ในปัจจุบันทำและด้วยขนาดที่ใหญ่โตจึงทำให้ยากที่จะหลบซ้อนจากเหล่านักล่าและด้วยปัจจัยเหล่านี้เองทำให้ บีเวอร์ ยักษ์ ได้สูญพันธ์หายไปในที่สุดและนี่ก็คือข้อได้เปรียบของ บีเวอร์ ในปัจจุบันที่ทำให้พวกมันอยู่ลอดมาได้มาจนถึงทุกวันนี้

อูฐยักษ์ Giant Camels

ฟอสซิลของอูฐยักษ์นั้นถูกตั้งชื่อตามสถานที่ต่างๆที่ได้ค้นพบพวกมันอูฐยักษ์ซีเรียถูกค้นพบในแถบประเทศซีเรียเมื่อปี คศ2005โดยมันมีความสูง3เมตรถ้านับความสูงจนถึงไหล่และสูง4เมตรถ้านับความสูงทั้งหมดและพวกมันอาศัยอยู่บนโลกนี้เมื่อราว100,000ปีก่อนและอูฐไม่ได้อาศัยอยู่ในทะเลทรายเท่านั้นนักวิทยาศษสตร์ยังค้นพบซากดำบรรพอายุ3.5ล้านปีของอูฐยักษ์ในเขตอาร์กติกของอเมริกาที่ตัวสูงเกือบ3เมตรและยังเป็นบรรพบุรุษของสายพันธ์ในปัจจุบันโดยพวกมันวิวิวัฒนาการโดยตัวมันเองในสภาพแวดล้อมที่ตรงกันข้ามที่หนาวจัดต้องยังชีพท่ามกลางพายุหิมะมืดครึ้มลักษณะวิสัย หม่นมัวโดยอูฐยักษ์ขั่วโลกเหนือเหล่านี้อาศัยแหล่งพลังงานจากโหนกตลอด6เดือนของฤดูหนาว

 

สนับสนุนโดย  rb88