ตำนานหมู่บ้านตะเคียนลับแล

ชาวบ้านหลายคนเคยได้ยินพรานเก่าๆได้คุยกันว่าเคยมีคนอาศัยอยู่กลางป่าท่ามกลางตะเคียนใหญ่หนาแน่นล้อมรอบไปด้วยป่ายางเรียกที่นั่นกันว่าวังตะเคียนล่องรอยของหมู่บ้านวังตะเคียนนั้นก็เคยมีคนพบเห็นกันบ้างเล่ากันว่าไม้ยางและตะเคียนในดงใหญ่นั้นลวนมีขนาดใหญ่โตและมากมายจนนับไม่ถ้วนจนมีคนบุกป่าเข้าไปในป่าน้ำมันยาง

แต่หลังจากนั้นข่าวคราวจากพวกวังตะเคียนหมู่บ้านกลางดงลึกนั้นก็จะค่อยๆจางหายไปไม่มีใครรู้ว่าชาวบ้านที่นั่นอพยพกันไปอยู่ที่ไหนไม่เคยมีคนมาพบเห็นผู้คนที่นั่นเดินทางออกมาอีกปกตินั้นการทำน้ำมันยางจะต้องมีการรวบรวมนำเอาน้ำมันยางออกมาขายบ้างไม่โดยทางน้ำก็ต้องทางเกวียนแต่นี่กลับเงียบหายกันไปเฉยๆจนลือกันว่าพวกเขาคงอพยพกันออกไปอีกด้านหนึ่งเพราะไม่สามารถที่จะสู้รบกับความดิบเถือนของผงพรายได้อีกต่อไปเคยมีพรานใจกล้าพยายามที่จะบุกเข้าไปหาหมู่บ้านแห่งนี้

อยู่เหมือนกันแต่ก็ไม่มีพรานคนไหนได้ค้นพบนอกจากจะต้องผจญกับเจ้าสัตว์ร้ายและภัยธรรมชาติจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้วยังต้องพบกับเรื่องประหลาดมหัศจรรย์เหลือเชื่อหนักเข้าก็ไม่มีใครที่จะสนใจกับหมู่บ้านแห่งนั้นอีกคงปล่อยให้ข่าวเรื่องเล่าหมู่บ้านวังตะเคียนเป็นเหมือนกับตำนานลึกลับต่อไป

แต่เมื่อหมู่บ้านหัวดงมีจำนวนคนมากขึ้นและเจ้าหน้าที่ป่าไม้รบกวนอยู่บ่อยๆชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่มีลุงฉายเป็นหัวหน้าจึงคิดจะหนีความวุ่นวายเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านวังตะเคียนเพราะเชื่อว่าความลึกและทุรกันดารแทบลึกลับอยู่อย่างนั้นคงไม่มีใครที่จะเข้าไปรบกวนได้อีกลุงฉายได้รวบรวมพรรคพวกได้5 6 คนเข้าไปสำรวจหา หมู่บ้านวังตะเคียน ถ้าหากพบว่าน่าอยู่ก็จะได้มาขนลูกเมียและเพื่อนฝูงที่สนใจที่จะเข้าไปอยู่ด้วยกันแต่จนเกือบเดือนเข้าไปแล้วคนทั้ง5ก็ยังไม่ได้กลับออกมาอีกเลยป้ามิ่ง

และพ่อแม่ลูกเมียของคนที่หายไปต่างก็กินกันไม่ได้นอนไม่หลับแม้จะรอคอยกันมาหลายวันแต่ทุกคนก็ยังเฝ้ารอด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะกลับออกมามีการสันนิษฐานกันไปต่างๆนาๆถึงสาเหตุของการสาบสูญหายไปของพวกเขาบ้าง ก็ว่า หมู่บ้านวังตะเคียนเป็นหมู่บ้านลับแลใครที่เข้าไปแล้ว

จะไม่สามารถที่จะกลับออกมาได้บ้างก็ว่าป่านี้คงจะโดนเสือคาบไปกินไม่ก็ว่าถูกช้างเหยียบตายไปแล้วแน่นๆบ้างก็ว่าอาจจะถูกไข้ป่ากินไปแล้วบ้างพวกที่เหลือก็ว่าอาจเป็นเพราะผีเจ้าที่เจ้าป่ายิ่งพูดก็ยิ่งมีข้อสันนิษฐานออกกันไปเรื่อยๆโดยที่หาข้อสรุปกันไม่ได้