สุสานซัตตันฮูที่ได้มีนักโบราณคดีขุดค้นพบเจอ

เรื่องราวที่ได้เกี่ยวกับความเชื่อในทางด้านต่างๆที่เรานั้นต่างเครยสงสัยกันมาเป็นวันนี้ก็ได้มีหลักฐานที่สำคัญที่สุดที่เกี่ยวกับความเชื่อนั้นเอามาเล่าให้ฟังและเรื่องราวเหล่านนี้หลายคนก็คงอาจจะบอกว่ามันมีอยู่จริงด้วยหรอหรือว่ามันเป็นแค่เพียงเรื่องล้อเล่นแต่ที่จริแล้วถ้าหากว่าใครไม่เชื่อก็อย่าไปลบหลู่เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะเจอดีเข้าให้ก็เป็นได้

สุสานแวมไพร์ ประเทศบัลแกเรีย

ในความเชื่อเรื่องของผีดูดเลือดหรือแวมไพร์ยูโรปเริ่มตั้งแต่ในยุคกลางโดยมีรูปร่างเป็นมนุษย์มีฟันที่แหลมคมดื่มเลือดเป็นอาหารจะปรากฏตัวในเฉพาะกลาคืนและมีชีวิตเป็นอมตะ เพราะความเกรงกลัวเขาจะเลือกผู้คนในยยุคนั้นทำให้บุคคลที่มีลักษณะแปลกกว่าคนทั่วไปได้ถูกกำจัดอยู่ในสถานแวมไพร์อยู่เสมอ

และตอกลิ้มที่ตำแหน่งตรงหัวใจเพื่อไม่ให้ได้ฟื้นคืนชีพได้อีกและในปี2012นักโบราณคดีก็ได้ค้นพบกับสุสานดังกล่าวในแหล่งโบราณคดีทาเชียงในทางตอนใต้ของบัลแกเรียเมื่อได้ขุดลงไปก็ได้พบกับโครงกระดูกมากกว่า100โครงสันนิษฐานว่าซากเหล่านี้ได้มีอายุประมาณ700ปีและมันอาจจะเป็นผู้คนที่ถูกสงสัยว่าเป็นแวมไพร์

ในขณะนั้นเนื่องจากมีลิ้มปักอยู่ตรงที่ตำแหน่งหัวใจเพื่อปกกันไม่ให้พวกเขาเหล่านั้นฟื้นคืนชีพมาจากความตายและออกมาอาอาละวาดได้อีกนอกจากนี้ยังมีการค้นพบโครงกระดูกที่มีลักษณะเดียวกันในมืองโบราณบนคาบสมุดอีกด้วยถึงแม้ว่ามันจะฟังดูน่าเหลือเชื่อไปหน่อยแต่ของแบบนี้ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่

สุสานซัตตันฮู ประเทศอังกฤษ

หนึ่งในสุสานโบราณที่น่าทึ่งมากที่สุดได้ถูกค้นพบในปี1939บริเวณเนิดดินซันโฟค์ประเทศอังกฤษเมื่อนักโบราณคดีได้เข้าขุดค้นก็จะต้องตกตะลึงกับสิ่งที่พวกเขานั้นได้เห็นเนื่อจกพวกเขานั้นได้ค้นพบซากของเรือยาว27เมตรสิ่งประดิษฐ์ต่างๆเช่นเครื่องเงิน เครื่องประดับทอง เหรียญทองคำที่มีขนาดเล็กและหมวกเหล็กที่ได้มีชื่อเสียง

รวมไปถึงมีร่างมนุษย์นั้นอยู่ในนั้นอีกด้วยจากการณ์ที่ได้วิเคราะห์กำด้พบว่าการฝังศพเอาไว้ในเรือพร้อมกับทรัพย์สินของผู้ตายที่มันอาจจะเป็นที่นิยมตั้งแต่ในช่วงต้นคิศตวรรษที่19เชื่อว่าเป็นการนำวิญญาณไปสู่ปรโลกและช่วงร่างที่ได้พบนั้นก็ได้สันนิษฐานเอาไว้ว่ามันอาจจะเป็นร่างของประมุกที่มีบทบาททางด้านการปกครองในยุคของดังกล่าว

เนื่องจากได้ค้นพบหมวกเกาะพิเศษอยู่ในนั้นอีกด้วยแน่นอนแล้วละว่าพื้นที่และทรัพย์สินที่ได้ขุดค้นพบมามันมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ขนาดนี้ดังนั้นเจ้าของที่เองก็ได้ยกบริจากให้มันอยู่ในความดูแลของพิพิธภัณฑ์อังกฤษตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา